รู้จริง รู้แจ้งเรื่องฟุตบอล ต้องอ่านข่าวฟุตบอลที่นี่เท่านั้น

3 ปัจจัย รั้งสตาร์ประจำทีมไว้ไม่ให้หนี

ถือว่าเป็นดีลที่เริ่มเล่นสงครามจิตวิทยากันแล้ว ระหว่างบอร์ดบริหารของบาร์เซโลน่าแห่งสเปน กับ บอร์ดของลิเวอร์พูลในอังกฤษที่ฝ่ายแรกเริ่มมีการปล่อยข่าวออกมาแล้วว่าต้องการตัวนักเตะคนสำคัญอย่าง เฟลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ที่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า ฟอร์มฮอตกระฉูดแตกมาก ท่ามกลางความกังวลของชาวเดอะค็อป วันนี้เรามาหาทางออกว่าทำยังไงจะเป็นการรั้งคูตี้ ให้อยู่กับทีมต่อไปให้นานที่สุด

หนึ่ง ค่าเหนื่อยในระดับที่รับได้

อย่างแรกที่ถือว่าเป็นตัวล่อชั้นดีในการดึงสตาร์แกนหลักของทีมอื่นไปร่วมทีมได้เลยก็คือ เรื่องของค่าเหนื่อยระดับโคตรแพงที่เค้าสามารถประเคนให้ได้ เนื่องจากอาชีพนักฟุตบอลมันสั้น การหาเงินให้ได้มากที่สุดคงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อทีมที่ให้เงินมากกว่า นักเตะก็พร้อมที่จะไปแน่นอน แต่หากลิเวอร์พูลจะขึ้นค่าเหนื่อยอย่างเดียวก็คงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะรั้งไว้ได้

สอง เพื่อนร่วมทีม กุนซือ และแผนการเล่น

ปัจจัยที่สองในการรั้งคูตี้ไว้ได้ก็คือ เรื่องของสภาพแวดล้อมในทีม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีม มีความสามารถเป็นอย่างไร(อันนี้ถ้านับเฉพาะตัวจริง มองว่าก็เล่นเข้ากับคูตี้อยู่นะ แต่ตัวสำรองยังไม่ถึงขั้น) กุนซือที่ชื่อว่า เจอร์เกน คล็อปป์ ก็น่าจะดึงดูดและรั้งคูตี้ไว้ได้ เพราะเค้าก็ช่วยเสริมและต่อยอดได้ดี และแผนการเล่นที่ให้คูตี้เล่นเป็นจุดศูนย์กลางของทีม ก็น่าจะทำให้เค้าพอใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว ไปบาร์ซา ก็ต้องไปรองจาก MSN อยู่ดี สรุปว่าปัจจัยนี้ถ้ามีนักเตะระดับโลกเข้ามาเพิ่ม เชื่อว่าคูตี้ไม่ไป

สาม ผลงานเป็นที่ประจักษ์

ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของความสำเร็จในการเป็นนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นโทรฟี่ในประเทศ หรือ ระดับทวีปต้องมี หากนักเตะเล่นแล้วไม่ได้รางวัล ก็อาจจะต้องไปเล่นกับทีมอื่นที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า ตรงนี้บอกเลยว่า บาร์ซาให้ได้ มากกว่า ก็ต้องมาดูกันตอนจบฤดูกาลว่า จะเป็นอย่างไร

ดาวรุ่ง ลามาเซีย ดาวรุ่งที่ดีสุดในโลก

เกม UCL สั่งลารอบแบ่งกลุ่มที่ผ่านมา เชื่อว่าหนึ่งในเกมที่แฟนบอลติดตามชมกันแบตาไม่กระพริบเลย อินเตอร์ มิลาน เปิดบ้านต้อนรับชาวต่างดาวที่เดินทางมาเยือน เกมนี้ความน่าสนใจอยู่ที่ บาร์เซโลนาที่เข้ารอบไปแล้ว เลือกที่จะใช้ดาวรุ่งลงสนามในเกมใหญ่นี้ด้วยไม่เท่านั้น แถมยังทำประตูได้อีกต่างหาก
ประตูของ ดาวรุ่ง
เกมดังกล่าว จุดเปลี่ยนสำคัญมาอยู่ในช่วงท้ายเกมหลังจากที่ทั้งคู่เสมอกันที่ 1-1 งูใหญ่ที่โมเมนตั้มดีกว่าและต้องการทำประตูนำให้ได้เพื่อการันตีเข้ารอบ กลับต้องหงายเก๋งแบบไม่คาดคิดเมื่อ บาร์เซโลน่า ส่งผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง ฟาติ ลงมาความสด ความกล้าเล่นของเด็กคนนี้วูบวาบเอามากๆจนทำให้เจ้าตัวเข้าไปชิ่งกับซัวเรซยิงจากหน้ากรอบเขตโทษเข้าประตูไปกลายเป็นประตูขึ้นนำ
ดาวรุ่งจาก ลามาเซีย
สำหรับ ฟาติ นั้นเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ถูกดันขึ้นมาจากอะคาเดมี่ของสโมสรบาร์เซโลน่าที่ชื่อว่า ลามาเซีย ต้องบอกเลยว่านี่คือโรงเรียนลูกหนังดีสุดในโลก พวกเค้าส่งนักเตะขึ้นมาคนแล้วคนเล่า แต่ละคนต่างก็เป็นนักเตะที่มีคุณภาพด้วยกันทั้งนั้น ปรัชญาการเล่นแบบบาร์เซโลนาถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กทีเดียว เอาง่ายๆว่า เมสซี่ เองก็ถูกสั่งสอนลูกหนังมาจาก ลา มาเซียด้วยเช่นกัน
การให้โอกาส
ไม่เพียงแต่เก่งเท่านั้น แต่นักเตะจากลามาเซีย ยังได้รับโอกาสอีกด้วย นักเตะหลายคนหากเก่งจริง มีแวว จะถูกดันขึ้นไปเล่นชุดใหญ่ตลอดหากโอกาสอำนวย นั่นทำให้นักเตะหลายคนได้สัมผัสกับเกมใหญ่ระดับทวีปตั้งแต่อายุยังน้อย การส่งลงสนามด้วยความเชื่อใจทำให้นักเตะดาวรุ่งเหล่านี้ เล่นด้วยความมั่นใจและเชื่อใจตัวเองมากขึ้น จนทำผลงานได้ดีเช่น ฟาติ คนนี้เป็นต้น ใครที่ยังไม่รู้จักเด็กคนนี้ บอกเลยว่าให้ลองไปติดตามโดยด่วน เค้าว่ากันว่าฝีเท้าไม่แพ้เมสซี่ในช่วงเวลา อายุใกล้เคียงกันเลยทีเดียว ไม่แน่ไอ้หนูคนนี้อาจจะขึ้นมาเป็นนักเตะหลักของบาร์เซโลนาในอนาคตก็เป็นได้

วิเคราะห์รายตัว ใครมีโอกาสเป็นกุนซือใหม่อาร์เซนอลมากที่สุด

หลังจากที่อาร์เซนอลแยกทางกับกุนซือของทีมอย่าง อูไน เอเมอรี่ แล้วก็ตั้งกุนซือขัดตาทัพอย่าง เฟดเดอริก ยุงเบิร์กไปก่อนจนจบฤดูกาล ทำให้ตอนนี้มีรายชื่อที่คาดการณ์กันว่าจะมาทำหน้าที่เป็นกุนซืออาร์เซนอลคนต่อไปมากขึ้น ชื่อที่สื่อปล่อยออกมาก็มีหลายคน เรามาเจาะกันไปรายคนว่าคนไหนมีโอกาสมากที่สุด
มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี
สำหรับคนแรกเราเชื่อว่า เค้ามีโอกาสมากที่สุดเนื่องจากผลงานของเจ้าตัวที่ทำงานให้กับยูเวนตุสนั่นถือว่า ผลงานมาสเตอร์ทีเดียว เอาแค่ความสำเร็จในลีคตัวเองและเกมบอลถ้วยก็มีเยอะแยะมากมายจนนับนิ้วไม่ไหว แต่คำถามก็คือเจ้าตัวจะมาหรือไม่ กับเจ้าตัวพร้อมแค่ไหนที่จะมาลองชิมลางในพรีเมียร์ลีคอังกฤษ(เนื่องจากเจ้าตัวยังไม่ถนัดภาษาอังกฤษเท่าไร อาจจะทำให้มีปัญหาในการสื่อสารกับลูกทีม) หากเจ้าตัวตอบรับล่ะก็บอกเลยว่างานนี้สนุกแน่นอน
นูโน เอสปิริโต ซานโต
คนนี้ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูคนติดตามฟุตบอลสักเท่าไร แต่บอกเลยว่ากุนซือคนนี้มีของและสัญญาณแรงเอามากๆ บอร์ดบริหารอาจจะต้องการกุนซือที่คุ้นเคยกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีคมาแล้วระยะหนึ่งจะได้ปรับตัวได้เร็วขึ้น นูโน ก็เป็นหนึ่งในนั้น บวกกับผลงานของเค้าตอนนี้กับ วูลฟ์แฮมป์ตัน ที่ต้องบอกเลยว่าเด็ดมาก โดยเฉพาะการทำบอลบุก บุกได้มันมือ มันเท้าสุดๆเลย ติดอยู่หน่อยตรงที่โปรไฟล์อาจจะไม่โดนใจเท่าไร อาจจะมีผลต่อการควบคุมนักเตะพอสมควร
มิเกล อาร์เตตา
คนที่สามถือว่าเป็นการเอา โมเดล นักเตะเก่ามาใช้งาน นั่นก็คือ มิเกล อาร์เตตา คนนี้ถือว่าเป็นตำนานอีกหนึ่งบทของอาร์เซนอล ตอนนี้เจ้าตัวกำลังฝึกวิชาคุมทีมกับ เป๊บ กวาดิโอลาร์ ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บอกเลยว่าคนนี้มีของดีเหมือนกัน ถ้าได้มาจริงอาจจะมีอะไรเซอร์ไพร์สได้ แต่โอกาสอาจจะยากหน่อยแม้ชื่อนี้ แฟนบอลจะรู้สึกดี แต่บอร์ดบริหารอาจจะไม่เห็นด้วยมันดูเสี่ยงเกินไป

วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดด้อยสามยักษ์ทีมฟุตบอลดัง เชลซี-ลิเวอร์พูล -อาร์เซนอล


ทุกทีมใน พรีเมียร์ลีก ลงสนามครบ 12 เกม ประมาณคร่าวๆ ฤดูกาลนี้ก็ผ่านพ้นไปแล้ว 1 ส่วนจาก 3 ส่วน ยังมีเส้นทางให้ลุยกันอีกมาก มองไปที่ตารางคะแนน ทีมใหญ่ๆ ยังคงทิ้งแต้มไม่ห่างกันมาก ที่น่าลุ้นที่สุดคือ ลิเวอร์พูล ที่กำลังเบียดจ่าฝูงเรือใบสีฟ้าอย่างสนุก ส่วน เชลซี ก็เกาะอันดับสามไว้เหนียวแน่น ขณะที่ อาร์เซนอล ดูจะดร็อปลงไปอีกครั้งจากที่เคยชนะติดกันมาเจ็ดเกม ทั้งสามทีมมีสไตล์การเล่นเน้นเกมรุกคล้ายๆ กันแต่อะไรที่ทำให้ทั้งสามทีมแตกต่างกัน ลองวิเคราะห์กันดู

เชลซี
จุดแข็ง คือ ฟอร์มเทพของ เอเด็น อาซาร์
สไตล์การเล่นที่แผ่ขยายพื้นที่ต่อการเปิดเกมบุกของ “เมาริซิโอ ซาร์รี” ทำให้ “เอเด็น อาซาร์” เหมือนได้แจ้งเกิดใหม่ ทั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้รับโอกาสในการเล่นเป็นแนวรุกอิสระและเนื่องจากผู้เล่นในแผงมิดฟิลด์
ที่ช่วยกันเติมเกมขึ้นมาหลายคน จึงเป็นโอกาสให้ อาซาร์ มีพื้นที่มากขึ้นบริเวณกราบซ้าย เขาอยู่ในฟอร์มการเล่นที่สุดยอด จากสถิติเขาทำหนึ่งประตูเฉลี่ยทุก 71 นาที ยอดเยี่ยมกว่านักเตะทุกคนใน พรีเมียร์ลีก

จุดด้อย คือ ถูกจับทางได้
อาซาร์ โดดเด่นใน เชลซี มากจนเกินไป เกมรุกจึงขาดความหลากหลาย คือ เหมือนการขึ้นเกมซ้ำ ๆ ที่มาจาก จอร์จินโญ ไปที่ อาซาร์ นี่คือเหตุผลว่าทำไม เอฟเวอร์ตัน ยันเสมอแบบพวกเขาได้แบบไร้สกอร์
ในเกม พรีเมียร์ลีก นัดล่าสุด

ลิเวอร์พูล
จุดเด่น – เดินเกมรุกหลากหลาย
เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้มีสถิติที่ดีนักยามเจอกับทีมท้ายตาราง แต่ในฤดูกาลนี้ หงส์แดง ก็เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในจุดนี้ ก่อนหน้านี้พวกเขาไปไม่เป็นทุกครั้งที่เจอกับคู่ต่อสู้ที่มาอัดแหลก และปิดพื้นที่ด้านหลังแนวรับไม่ให้
ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มีโอกาสเล่น แต่ในตอนนี้พวกเขาเริ่มเล่นฟุตบอลแนวไดเร็กมากขึ้นซึ่งเป็นสไตล์ที่ไม่เคยเห็นจากคล็อปป์มาก่อน

จุดด้อย – แผงมิดฟิลด์ที่ทำได้ไม่ดีนัก
การเล่นของแนวมิดฟิลด์ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลผิดหวังมากกันไปตาม ๆ กัน โดย นาบี เกอิตา และ ฟาบินโญ สองนักเตะค่าตัวแพงที่ คล็อปป์ หวังดึงตัวมาช่วยเติมเต็มในแผงมิดฟิลด์
แต่ผลงานพวกเขากลับทำได้ไม่ดีนัก ผิดกับ เจมส์ มิลเนอร์ และ จอร์จินโย ไวนัลดุม ที่กลับทำได้ดีขึ้นกว่าที่คาดไว้ อาจจะเป็นเพราะแรงผลักดันจากการมีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาในทีม ฟอร์มการเล่นที่ยังมีสะดุดบ้าง
อาจมีสาเหตุมาจากคุณภาพในแผงมิดฟิลด์ที่ยังไม่ถูกรีดออกมาอย่างเต็มที่จากนักเตะบางคน

อาร์เซนอล
จุดแข็ง – เกมรุกที่รวดเร็ว
แทคติกเกมรุกของ “อูไน เอเมรี” ถูกนำมาปรับใช้ได้อย่างลงตัวกับทีม ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของกุนซือชาวสเปน หลังการอำลาทีมไปของ “อาร์เซน เวนเกอร์” นักเตะปืนใหญ่เล่นกันได้อย่างคึกคักกระฉับกระเฉงมากขึ้น
อาร์เซนอล ในตอนนี้เล่นกันในจังหวะที่เร็วมากขึ้นและมีการผ่านบอลเร็วไปข้างหน้าเพื่อหวังผลในเกมเคาท์เตอร์แอทแทค นักเตะ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง, อเล็กซองเดร ลากาแซตต์, เฮนริค มคิตาร์ยาน โดดเด่นขึ้นเลย
เนื่องจากการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้

จุดด้อย – เกมรับที่ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่
การเน้นเกมรุกจึงทำให้เกมรับกระจัดกระจาย “อาร์เซนอล” เจอปัญหาเสมอเมื่อคู่แข่งตัดบอลได้ การมี กรานิต ชากา ในแดนกลางไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก (แม้ว่าในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาจะดูดีขึ้นเมื่อมี ลูคัส ตอร์เรร่า
ลงมาช่วยยืนคู่กัน) แต่แทคติคเปิดหน้าให้ฟูลแบ็คสองข้างบุกแหลก คือต้นตอปัญหาใหญ่

อาร์เซน่อลฟอร์มแรงในยุคของกุนซือ “อูไน เอเมรี่”

อูไน เอเมรี่

อาร์เซน่อลในซีซั่นนี้มาแรงเหนือความคาดหมายเป็นอย่างมาก หลังจากที่ “อาร์แซน เวนเกอร์” ได้อำลาเก้าอี้กุนซือไป “อูไน เอเมรี่” ก็เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์ อาร์เซน่อล ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย
นอกจากการจัดตัวผู้เล่น รวมไปถึงระบบการเล่นแล้วยังมีเรื่องเล็ก ๆ น้อยที่กุนซือชาวสเปนเข้มงวดมากกว่าเดิม จนส่งผลดีต่อฟอร์มการเล่นในสนาม จนทำให้เหล่าบรรดานักเตะทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง
คงจะต้องยกความดีนี้ให้กับยุคของ อูไน เอเมรี่ ที่คำนึงถึงโภชนาการและเทคนิคการเล่นที่ดูจริงจังมากขึ้น

มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การขึ้นไปกดดันเพลสซิ่งสูงในแดนคู่แข่งเพื่อเอาบอลกลับมาครองให้เร็วที่สุด ในยุคของกุนซือฝรั่งเศสพวกเขาแทบไม่ได้ไล่กดดันคู่แข่งให้เห็น
สักเท่าไหร่ ซึ่งจะเห็นอยู่บ่อยครั้งที่ อเล็กซิส ซานเชซ แสดงอาการผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด หลังเจ้าตัวมักจะเป็นคนที่วิ่งไล่บอลในแดนหน้าอยู่คนเดียว ในทางกลับกัน อาร์เซน่อล ของ เอเมรี่ ไม่ใช่แบบนั้น
พวกเขาวิ่งกดดันคู่แข่งพร้อมปิดช่องทางการผ่านบอล สิ่งเหล่านี้คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปืนใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และโชว์ฟอร์มร้อนแรง ณ ขณะนี้

ซีซั่นนี้ เอเมรี่ ชื่นชอบการใช้ระบบ 4-2-3-1 ซึ่งความกังวลมากที่สุดคือ การที่กุนซือชาวสเปนพยายามจับ อาร์รอน แรมซีย์ และ เมซุส โอซิล ลงเล่นพร้อมกันในแนวรุก โดยจับอดีตมิดฟิลด์เยอรมันไปเล่นทางฝั่งขวา
ส่วนดาวเตะทีมชาติเวลส์ขยับมาเล่นสูงขึ้นยืนอยู่หลังกองหน้า ส่งผลให้ โอซิล โชว์ประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร เรื่องดังกล่าวทำให้ เฮนริค มคิทาร์ยาน ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองซึ่งเป็นคนที่เล่นได้ดีในตำแหน่งนี้
และยังเล่นร่วมกับ เอคตอร์ เบเยริน ได้เข้าขารู้ใจทางฝั่งขวาอีกด้วย

ในเกมล่าสุดที่พวกเขาเอาชนะฟูแล่ม 5-1 เอเมรี่ พยายามลองใช้ระบบ 4-2-2-2 โดยไร้ โอซิล ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน และ แรมซีย์ ที่เป็นตัวสำรอง แต่บรรดาตัวที่ถูกลงมาทดแทนยังโชว์ฟอร์มกันได้ยอดเยี่ยม
และนี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีขุมกำลังมากพอสามารถหมุนเวียนกันได้เมื่อถึงเวลาจำเป็น อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ยังไม่หายไปจากอาร์เซน่อลเมื่อหมดยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ คือการให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่งได้ลงสนาม
ต่อเนื่อง ซีซั่นนี้ เอเมรี่ ได้ผู้เล่นดาวรุ่งหน้าใหม่เพิ่ม 2 คน ทั้ง ลูคัส ตอร์เรยร่า และ มัตเตโอ เกนดูซี่

ทั้งสองคนช่วยเข้ามาเติมเต็มแดนกลางที่เป็นจุดอ่อนของทีมในซีซั่นที่แล้ว โดยเฉพาะ ตอร์เรยร่า ที่มีสไตล์การเล่นที่ดุดันซึ่งเหมาะกับปืนใหญ่ในชุดปัจจุบัน รวมทั้งยังมีเทคนิคกับทักษะในการผ่านบอลที่ดีเยี่ยมด้วย
ขณะที่ เกนดูซี่ ก็จะกลายเป็นอะไหล่ชั้นดีหลังปรับตัวได้ดีขึ้น และทำประตูได้แล้ว ส่วนผู้เล่นดาวรุ่งที่น่าจะแจ้งเกิดได้อีกคนคือ เอมิล สมิธ-โรว์ ปีกวัย 18 ปี หลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในช่วงปรีซีซั่น จนมีโอกาสลงเล่นบ่อยครั้ง
และล่าสุดสามารถเขาทำประตูให้กับทีมได้แล้วในเกมที่เอาชนะ คาราบัก 3-0 ศึกฟุตบอลยูโรปาลีก ซึ่งเป็นการลงสนามเกมแรกในฟุตบอลยุโรปอีกด้วย