รู้จริง รู้แจ้งเรื่องฟุตบอล ต้องอ่านข่าวฟุตบอลที่นี่เท่านั้น

อาร์เซน่อลฟอร์มแรงในยุคของกุนซือ “อูไน เอเมรี่”

อูไน เอเมรี่

อาร์เซน่อลในซีซั่นนี้มาแรงเหนือความคาดหมายเป็นอย่างมาก หลังจากที่ “อาร์แซน เวนเกอร์” ได้อำลาเก้าอี้กุนซือไป “อูไน เอเมรี่” ก็เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์ อาร์เซน่อล ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย
นอกจากการจัดตัวผู้เล่น รวมไปถึงระบบการเล่นแล้วยังมีเรื่องเล็ก ๆ น้อยที่กุนซือชาวสเปนเข้มงวดมากกว่าเดิม จนส่งผลดีต่อฟอร์มการเล่นในสนาม จนทำให้เหล่าบรรดานักเตะทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง
คงจะต้องยกความดีนี้ให้กับยุคของ อูไน เอเมรี่ ที่คำนึงถึงโภชนาการและเทคนิคการเล่นที่ดูจริงจังมากขึ้น

มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ การขึ้นไปกดดันเพลสซิ่งสูงในแดนคู่แข่งเพื่อเอาบอลกลับมาครองให้เร็วที่สุด ในยุคของกุนซือฝรั่งเศสพวกเขาแทบไม่ได้ไล่กดดันคู่แข่งให้เห็น
สักเท่าไหร่ ซึ่งจะเห็นอยู่บ่อยครั้งที่ อเล็กซิส ซานเชซ แสดงอาการผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด หลังเจ้าตัวมักจะเป็นคนที่วิ่งไล่บอลในแดนหน้าอยู่คนเดียว ในทางกลับกัน อาร์เซน่อล ของ เอเมรี่ ไม่ใช่แบบนั้น
พวกเขาวิ่งกดดันคู่แข่งพร้อมปิดช่องทางการผ่านบอล สิ่งเหล่านี้คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปืนใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และโชว์ฟอร์มร้อนแรง ณ ขณะนี้

ซีซั่นนี้ เอเมรี่ ชื่นชอบการใช้ระบบ 4-2-3-1 ซึ่งความกังวลมากที่สุดคือ การที่กุนซือชาวสเปนพยายามจับ อาร์รอน แรมซีย์ และ เมซุส โอซิล ลงเล่นพร้อมกันในแนวรุก โดยจับอดีตมิดฟิลด์เยอรมันไปเล่นทางฝั่งขวา
ส่วนดาวเตะทีมชาติเวลส์ขยับมาเล่นสูงขึ้นยืนอยู่หลังกองหน้า ส่งผลให้ โอซิล โชว์ประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร เรื่องดังกล่าวทำให้ เฮนริค มคิทาร์ยาน ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองซึ่งเป็นคนที่เล่นได้ดีในตำแหน่งนี้
และยังเล่นร่วมกับ เอคตอร์ เบเยริน ได้เข้าขารู้ใจทางฝั่งขวาอีกด้วย

ในเกมล่าสุดที่พวกเขาเอาชนะฟูแล่ม 5-1 เอเมรี่ พยายามลองใช้ระบบ 4-2-2-2 โดยไร้ โอซิล ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน และ แรมซีย์ ที่เป็นตัวสำรอง แต่บรรดาตัวที่ถูกลงมาทดแทนยังโชว์ฟอร์มกันได้ยอดเยี่ยม
และนี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีขุมกำลังมากพอสามารถหมุนเวียนกันได้เมื่อถึงเวลาจำเป็น อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ยังไม่หายไปจากอาร์เซน่อลเมื่อหมดยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ คือการให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่งได้ลงสนาม
ต่อเนื่อง ซีซั่นนี้ เอเมรี่ ได้ผู้เล่นดาวรุ่งหน้าใหม่เพิ่ม 2 คน ทั้ง ลูคัส ตอร์เรยร่า และ มัตเตโอ เกนดูซี่

ทั้งสองคนช่วยเข้ามาเติมเต็มแดนกลางที่เป็นจุดอ่อนของทีมในซีซั่นที่แล้ว โดยเฉพาะ ตอร์เรยร่า ที่มีสไตล์การเล่นที่ดุดันซึ่งเหมาะกับปืนใหญ่ในชุดปัจจุบัน รวมทั้งยังมีเทคนิคกับทักษะในการผ่านบอลที่ดีเยี่ยมด้วย
ขณะที่ เกนดูซี่ ก็จะกลายเป็นอะไหล่ชั้นดีหลังปรับตัวได้ดีขึ้น และทำประตูได้แล้ว ส่วนผู้เล่นดาวรุ่งที่น่าจะแจ้งเกิดได้อีกคนคือ เอมิล สมิธ-โรว์ ปีกวัย 18 ปี หลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมในช่วงปรีซีซั่น จนมีโอกาสลงเล่นบ่อยครั้ง
และล่าสุดสามารถเขาทำประตูให้กับทีมได้แล้วในเกมที่เอาชนะ คาราบัก 3-0 ศึกฟุตบอลยูโรปาลีก ซึ่งเป็นการลงสนามเกมแรกในฟุตบอลยุโรปอีกด้วย

3 ปัจจัย รั้งสตาร์ประจำทีมไว้ไม่ให้หนี

ถือว่าเป็นดีลที่เริ่มเล่นสงครามจิตวิทยากันแล้ว ระหว่างบอร์ดบริหารของบาร์เซโลน่าแห่งสเปน กับ บอร์ดของลิเวอร์พูลในอังกฤษที่ฝ่ายแรกเริ่มมีการปล่อยข่าวออกมาแล้วว่าต้องการตัวนักเตะคนสำคัญอย่าง เฟลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ที่ตอนนี้ต้องบอกเลยว่า ฟอร์มฮอตกระฉูดแตกมาก ท่ามกลางความกังวลของชาวเดอะค็อป วันนี้เรามาหาทางออกว่าทำยังไงจะเป็นการรั้งคูตี้ ให้อยู่กับทีมต่อไปให้นานที่สุด

หนึ่ง ค่าเหนื่อยในระดับที่รับได้

อย่างแรกที่ถือว่าเป็นตัวล่อชั้นดีในการดึงสตาร์แกนหลักของทีมอื่นไปร่วมทีมได้เลยก็คือ เรื่องของค่าเหนื่อยระดับโคตรแพงที่เค้าสามารถประเคนให้ได้ เนื่องจากอาชีพนักฟุตบอลมันสั้น การหาเงินให้ได้มากที่สุดคงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อทีมที่ให้เงินมากกว่า นักเตะก็พร้อมที่จะไปแน่นอน แต่หากลิเวอร์พูลจะขึ้นค่าเหนื่อยอย่างเดียวก็คงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะรั้งไว้ได้

สอง เพื่อนร่วมทีม กุนซือ และแผนการเล่น

ปัจจัยที่สองในการรั้งคูตี้ไว้ได้ก็คือ เรื่องของสภาพแวดล้อมในทีม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีม มีความสามารถเป็นอย่างไร(อันนี้ถ้านับเฉพาะตัวจริง มองว่าก็เล่นเข้ากับคูตี้อยู่นะ แต่ตัวสำรองยังไม่ถึงขั้น) กุนซือที่ชื่อว่า เจอร์เกน คล็อปป์ ก็น่าจะดึงดูดและรั้งคูตี้ไว้ได้ เพราะเค้าก็ช่วยเสริมและต่อยอดได้ดี และแผนการเล่นที่ให้คูตี้เล่นเป็นจุดศูนย์กลางของทีม ก็น่าจะทำให้เค้าพอใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว ไปบาร์ซา ก็ต้องไปรองจาก MSN อยู่ดี สรุปว่าปัจจัยนี้ถ้ามีนักเตะระดับโลกเข้ามาเพิ่ม เชื่อว่าคูตี้ไม่ไป

สาม ผลงานเป็นที่ประจักษ์

ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของความสำเร็จในการเป็นนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นโทรฟี่ในประเทศ หรือ ระดับทวีปต้องมี หากนักเตะเล่นแล้วไม่ได้รางวัล ก็อาจจะต้องไปเล่นกับทีมอื่นที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า ตรงนี้บอกเลยว่า บาร์ซาให้ได้ มากกว่า ก็ต้องมาดูกันตอนจบฤดูกาลว่า จะเป็นอย่างไร